เงินบาทผันผวนสองทาง! จับตา Fed–สงครามตะวันออกกลาง ชี้ทิศทางค่าเงิน
เงินบาทเปิดตลาดที่ 33.66 บาทต่อดอลลาร์ ยังเคลื่อนไหวไร้ทิศทางชัดเจน จับตา Fed และสถานการณ์ตะวันออกกลางที่อาจทำให้ค่าเงินผันผวนได้ทั้งสองทาง
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ที่ระดับ 33.66 บาทต่อดอลลาร์ “ทรงตัว ไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน ในกรอบ Sideways (แกว่งตัวในกรอบ 33.61-33.72 บาทต่อดอลลาร์) แม้เงินบาทและราคาทองคำ (XAUUSD) จะได้แรงหนุนบ้าง ตามการทยอยปรับลดโอกาส Fed เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย โดยเฉพาะในการประชุมเดือนตุลาคม
รายงานดัชนี ISM PMI ภาคการผลิตอุตสาหกรรม เดือนกันยายน ที่ปรับตัวลงเล็กน้อยสู่ระดับ 54.5 จุด แต่ต่ำกว่าคาด อีกทั้งบรรดาเจ้าหน้าที่ Fed ส่วนใหญ่ ไม่ได้ส่งสัญญาณเร่งรีบเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง (แต่ยังคงมองการขึ้นดอกเบี้ยมีความจำเป็น เพื่อคุมปัญหาเงินเฟ้อ) ทว่า เงินดอลลาร์ยังคงได้แรงหนุนจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่ยังคงหนุนให้ราคาน้ำมันดิบพลิกกลับมาทยอยปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง
อย่างไรก็ดี การปรับตัวขึ้นของเงินดอลลาร์ นั้นเป็นไปอย่างจำกัด หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม อาทิ ข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ก่อนปรับสถานะถือครองที่ชัดเจน นอกจากนี้ จังหวะทยอยแข็งค่าขึ้นบ้างของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ได้มีส่วนชะลอโมเมนตัมการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ โดยเฉพาะในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง ที่ระดับ 33.55-33.85 บาท/ดอลลาร์
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ – บรรดาผู้เล่นในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงไม่รีบเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยงมากนัก แม้บรรยากาศในตลาดการเงินจะพอได้แรงหนุนบ้าง ตามรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ล่าสุด และถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ Fed ล่าสุด ที่ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดโอกาส Fed ขึ้นดอกเบี้ย ทว่าราคาพลังงานยังคงปรับตัวขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
อีกทั้งผู้เล่นในตลาดต่างยังคงรอลุ้น ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) ส่งผลให้ดัชนี Dow Jones ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย 0.04% ส่วนดัชนี S&P 500 ปิดตลาดเพิ่มขึ้น 0.2% ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย 0.04%
ตลาดหุ้นยุโรป – ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวลงหนักกว่า 1.3% ท่ามกลางแรงกดดันจากการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงาน หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง นอกจากนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังเผชิญแรงกดดันจากการเทขายหุ้นกลุ่มธนาคารและการเงิน รวมถึงหุ้นกลุ่มสินค้าแบรนด์เนม แต่ยังพอได้แรงหนุนบ้าง ตามการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน
ตลาดบอนด์ – บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เคลื่อนไหวผันผวนในกรอบ Sideways แถวโซน 5.20%-5.35% แม้จะมีจังหวะปรับตัวขึ้นบ้าง ทว่า มุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ปรับลดโอกาส Fed ขึ้นดอกเบี้ย จากถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ Fed และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ล่าสุด ได้ช่วยให้บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ย่อตัวลงบ้าง
แต่การปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ถูกชะลอลงหลังราคาพลังงานยังคงปรับตัวสูงขึ้น จากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
ตลาดค่าเงิน – เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย โดยเงินดอลลาร์ยังคงได้อานิสงส์จากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่นอกจากจะหนุนการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงาน ยังสร้างแรงกดดันเพิ่มเติมต่อบรรดาสกุลเงินหลักฝั่งยุโรป ทั้งนี้ การแข็งค่าของเงินดอลลาร์ถูกชะลอลงบ้าง ตามการทยอยปรับลดโอกาส Fed เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย อีกทั้ง ผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ในวันศุกร์นี้ ทำให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นบ้าง สู่โซน 102 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 101.6-102.2 จุด)
ทองคำ – มุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ปรับลดโอกาส Fed เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยลงบ้าง ได้ช่วยพยุงราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. 2026) ให้สามารถแกว่งตัวแถวโซน 4,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แม้จะเผชิญแรงกดดันจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่ยังคงหนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์
Krungthai Global Markets มองเงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-Way Risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ Fed และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้นโดยเฉพาะกลยุทธ์ Options
ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 33.68 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ใกล้เคียงกับราคาปิดตลาดเมื่อวาน ที่ระดับ 33.69 บาท/ดอลลาร์
ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กในวันพฤหัสบดี (1 ต.ค.) เนื่องจากแรงขายในตลาดพันธบัตรได้ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบหลายสิบปี ขณะที่นักลงทุนรอการเปิดเผยตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ในวันนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)
สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการเปิดเผยล่าสุด กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรก ลดลง 1,000 ราย สู่ระดับ 197,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 200,000 ราย
สถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐฯ (ISM) เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตลดลงสู่ระดับ 54.5 ในเดือนก.ย. จากระดับ 54.6 ในเดือนส.ค. และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 54.8 แต่ดัชนียังคงสูงกว่าระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้ว่าภาคการผลิตของสหรัฐฯ ยังคงขยายตัว และเป็นการขยายตัวเดือนที่ 8 ติดต่อกัน โดยได้แรงหนุนจากการเพิ่มขึ้นของคำสั่งซื้อใหม่และการจ้างงาน
ในวันนี้ (2 ต.ค.) จะมีการเปิดเผยตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐ นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ตัวเลขจ้างงานจะเพิ่มขึ้น 98,000 ตำแหน่งในเดือนก.ย. หลังจากที่เพิ่มขึ้น 162,000 ตำแหน่งในเดือนส.ค. และคาดว่าอัตราว่างงานเดือนก.ย.จะทรงตัวที่ 4.1%
กรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์แนะนำ
- USD/THB 33.50 - 33.90 แนะนำ ทยอยซื้อที่ 33.50 /ขาย 33.90
- EUR/THB 37.70 - 38.20 แนะนำ ซื้อที่ 37.70 /ขาย 38.20
- JPY/THB 0.2120 - 0.2160 แนะนำ ซื้อที่ 0.2120/ ขาย 0.2160
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB